วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554
ปราสาทหินนครวัด
ปราสาทหินนครวัด
ปราสาทหินนครวัดเป็นสถาปัตยกรรมที่มหัศจรรย์ยิ่ง ปราสาทนี้กว้างด้านละ 5 เส้น รอบๆ ปราสาทมีคูน้ำ สร้างราวๆ พ.ศ. 1690 (ค.ศ. 1147) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กษัตริย์ขอม สร้างเป็น 3 ตอน ทางเข้าปราสาท ด้านหน้าปูด้วยหินขนาดใหญ่มีราวกำแพงสลักเป็นพญานาคซุ้มประตูสร้างเป็น พระปรางค์ 3 ยอดผ่านประตูเข้าไปข้างในถึงตอนกลางเป็นปราสาทก่อเป็นพระปรางค์มี 5 ยอด มีภาพแกะสลักลงในเนื้อหินอย่างวิจิตรทุกส่วนสร้างด้วยศิลาแลงซึ่งแสดงว่าครั้งหนึ่ง ขอมเคยเจริญรุ่งเรืองมาแล้วในสมัยโบราณและเนื่องจากความวิจิตรงดงามของการแกะสลักนี้เอง จึงจัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
สุดยอดปราสาทขอมไฮไลท์แห่งเมืองเสียมเรียบที่จะเป็นปราสาทอื่นใด ไปไม่ได้นอกจากปราสาท “นครวัด”หรือ “Angkor Wat” มหาปราสาทที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ที่ ณ วันนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมากทุกวัน คนที่มีส่วนสำคัญในการช่วยโปรโมททางอ้อมให้นครวัดโด่งดังไปทั่วโลกก็คือ ประโยคอมตะของ นายอาร์โนลด์ ทอยน์บี ที่ได้กล่าวเอาไว้ว่า “See Angkor Wat and Die” ซึ่งประโยคนี้แหละถือเป็นเหตุจูงใจอย่างแรง!!! ให้เหล่านักเดินทางจากทุกสารทิศเดินทางไปพิสูจน์ในความยิ่งใหญ่และความงามของปราสาทนครวัด สำหรับบุคคลผู้ที่เนรมิตความยิ่งใหญ่ให้นครวัดนั้นก็คือ “พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2” (ครองราชย์ พ.ศ.1655-1693)ที่ได้ใช้เวลาถึง 37 ปี ในช่วงที่ครองราชย์สร้างนครวัด (พ.ศ.1656-1693) โดยได้เกณฑ์แรงงาน นับแสนคน มาสร้างปราสาทแห่งนี้ และในยุคหลังๆก็ยังมีการสร้างเพิ่มเติมเรื่อยมา ส่วนเหตุที่ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างปราสาทนครวัดขึ้นมานั้น ณ วันนี้ยังมีความเห็นในหลายกระแสที่แตกต่างกันไป | |||||
บ้างก็ว่านครวัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นดังเมืองหลวงของอาณาจักรพระนคร บ้างก็ว่าสร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่ พระวิษณุ(พระนารายณ์) บ้างก็ว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 สร้างนครวัดขึ้นเพื่อเอาไว้เป็นที่บรรจุพระอัฐิหรือสุสานของพระองค์เนื่องจากว่านครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันตกอันเป็นทิศแห่งความตาย บ้างก็ว่านครวัดน่าจะสร้างเพื่อให้เป็นดังศาสนสถานกลางของอาณาจักรพระนคร แต่ไม่ว่านครวัดจะสร้างด้วยเหตุผลใด สิ่งหนึ่งที่นักวิชาการส่วนมากสรุปตรงกันก็คือ ปราสาทนครวัดนั้นสร้างขึ้นมาด้วยคติจักรวาล ที่มีเขาพระสุเมรุเป็นดังแกนกลางของจักรวาล และเมื่อไปเดินเข้าไปเที่ยวในนครวัด หากเดินไปตามทางปกติตามเส้นทางสายมหาชนไม่ออกนอกลู่นอกทาง ก็คล้ายกับว่าเราเดินทางจากโลกมนุษย์ไปสู่โลกสวรรค์ โดยเมื่อเราแสดงบัตรเข้าชมแล้ว ก็จะมีสะพานหินขนาดใหญ่ยาว ทอดยาวผ่านคูเมืองขนาดใหญ่อีกเหมือนกันสู่ประตูทางเข้าปราสาทนครวัด ครั้นผ่านซุ้มประตูเข้าไป เรื่องราวน่าสนใจก็เกิดขึ้นแล้ว เพียงแต่ว่าต้องเดินหากันบ้าง ส่วนถ้าไปกับไกด์ส่วนมากไกด์มักจะพาไปชม แต่ถ้าเจอไกด์ขี้เกียจก็ต้องจี้ให้พาไปชม เพราะมิฉะนั้นก็จะพลาดการชมนางอัปสราแกะสลักตัวโตยืนยิ้มแฉ่ง (ในจำนวนนางอัปสราเกือบ 2 พันนางมีที่ยืนยิ้มแฉ่ง 2 นาง หนึ่งนั้นคือนางนี้) ใครอยากถ่ายรูปกับนางอัปสรายิ้มแฉ่งก็เดินเสาะหากันได้ตามสะดวก ซึ่งตอนที่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ไปนครวัดมาครั้งล่าสุดไกด์เขมร “สูน เพียบ” พาไปชมนางอัปสรายิ้มแฉ่งนางนี้เลยสบายไปไม่ต้องเสียเวลาเดินหาให้เมื่อยตุ้ม เอาหละ พอพ้นซุ้มประตูทางเข้ามาก็ยังต้องเจอกับสะพานยาวอีกแล้ว แต่ว่านักท่องเที่ยวส่วนมากจะเดินไปประมาณครึ่งสะพานแล้วเลี้ยวซ้ายเพื่อไปชมและถ่ายรูปกับปรางค์ปราสาท 10 ยอด อ๊ะ อ๊ะ ใครที่เคยไปมาแล้วอย่าเพิ่งงุนงงสงสัยว่าปรางค์ 10 ยอด เอามาจากไหน เพราะเท่าที่เห็นมีเพียงปรางค์ 5 ยอดที่ตัวปราสาท ซึ่งหากเดินไปตามสะพานก็จะเห็นเพียง 3 ยอด เนื่องจากปรางค์ 2 ยอดซ้อนบังกันอยู่ แต่วาหากเดินไปทางซ้ายหรือขวาตรงมุมที่พอเหมาะพอดีก็จะเห็นปรางค์ครบทั้ง 5 ยอด เรื่องนี้ไม่ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพียงแต่ว่าที่ทางเดินแยกจากสะพานมาด้านซ้ายจะมีสระน้ำขนาดย่อม ซึ่งเมื่อมองลงไปในน้ำแล้วจะเห็นภาพเงาสะท้อนของปรางค์ทั้ง 5 ที่สุดสวย อีกทั้งยังเป็นมุมมหาชนของนักถ่ายรูปทั้งหลายที่น่าดูกว่าพรรคมหาชนเป็นไหนๆ ซึ่งเมื่อนับทั้งปรางค์จริงและปรางค์สะท้อนก็จะเป็น 10 ปรางค์โดยปริยาย | |||||
ส่วนใครที่มีความรู้ในเรื่องภาพเหล่านั้นหรือได้ไกด์นำชม แน่นอนว่าน่าสนใจมากเพราะมันคล้ายๆกับการได้อ่านสมุดภาพหินเล่มยักษ์ที่มากมายไปด้วยเรื่องน่าสนใจ ซึ่งเรื่องที่ถือเป็นไฮไลท์และคนส่วนมากคุ้นหูกันดีก็คือเรื่องของการกวนเกษียรสมุทรของเทวดากับอสูรที่แกะสลักได้อย่างละเอียดและครบถ้วนด้วยเรื่องราว ที่อยู่บนระเบียงทางทิศใต้ สำหรับเรื่องการกวนเกษียรสมุทรนี้ ในตอนที่กล่าวถึงเรื่องราวของนครธม “ผู้จัดการท่องเที่ยว”ได้เคยเปรียบเทียบพวกนักการเมืองใส่สูท ลุคซ์ดูดี มีการศึกษา หน้าตาหมดจดว่ามีพฤติกรรมคล้ายกับเหล่าเทวดา ซึ่งเรื่องราวฉบับย่อสั้น(มาก)ของการกวนเกษียรสมุทรก็มีใจความดังต่อไปนี้ ...ในอดีตกาลนานมากๆ(ไม่รู้กี่พันกี่หมื่นปี) ยุคสมัยที่เทวดากับอสูรยังรบพุ่งกันอยู่ ยุคนั้นว่ากันว่าทั้ง 2 ฝ่ายหน้าตาหมดจดพอๆกัน แต่ว่าฝ่ายอสูรมีฤทธิ์มากกว่า พอลงมือสู่รบกันเทวดามักเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เมื่อสู่แพ้อยู่บ่อยๆ หัวหน้าเทวดาซึ่งว่ากันว่าคือ “พระอินทร์” ก็ได้ไปขอความช่วยเหลือจากพระพรหม แต่พระพรหมโบ้ยให้ไปขอความช่วยเหลือจากพระนารายณ์(พระวิษณุ) ซึ่งพระนารายณ์ก็แนะนำว่า หนทางที่จะเอาชนะอสูรได้ต้องดื่มน้ำอมฤตเพิ่มอิทธิฤทธิ์ การกวนเกษียรสมุทรก็เกิดขึ้นแต่ว่างานนี้เป็นงานช้าง เทวดาทำฝ่ายเดียวไม่ได้ เหล่าเทวดาจึงไปออกอุบายชวนอสูรมาร่วมกวนเกษียรสมุทรด้วย โดยบอกว่าเมื่อได้น้ำอมฤตมาก็จะแบ่งกัน แล้วการกวนเกษียรสมุทรก็เริ่มขึ้นโดยมีพระนารายณ์เป็นโต้โผนำพลพรรคเทวดาและอสูรกวนเกษียรสมุทรในทะเลน้ำนม มีการใช้เขามันทระเป็นไม้กวน มีการนำพญานาคมาพันรอบเขา | |||||
การกวนเกษียรสมุทรนี่ใช้เวลาเป็นพันปี พญานาควาสุกรี ที่โดนดึงยุดอยู่นานก็ทนไม่ไหวคายพิษออกมาทางปาก แน่นอนว่าพวกอสูรรับพิษไปเต็มๆจนทำให้หน้าตาหน้าอัปลักษณ์อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ ครั้นพอได้น้ำอมฤตมาเทวดาก็เบี้ยวฮุบน้ำไปหมด และนั้นเองจึงเป็นที่มาของ “แค้นฝังลึก” ของพวกอสูรที่มีต่อเทวดา...(นอกจากเรื่องที่เล่ามาแล้ว สิ่งที่เกิดจากการกวนเกษียรสมุทรนั้นก็มีหลายอย่างแต่ที่เด่นดังก็มี นางอัปสรา กับตำนานราหูอมจันทร์) เรื่องนี้ ดูๆไปแล้ว “ผู้จัดการท่องเที่ยว”ว่าพฤติกรรมของเทวดาก็คล้ายๆกับนักการเมืองบางพรรคเชียวแหละ ที่ภาพดูดี แต่จริงๆแล้วเป็นพวกเจ้าเล่ห์เพทุบายเล่นเกมการเมืองอยู่เนืองนิตย์ ส่วนจะเป็นพรรคไหนนั้นหลายๆคนคงเดาได้ไม่ยาก และนอกจากภาพกวนเกษียรสมุทรแล้ว ที่ระเบียงกำแพงก็ยังมีภาพสลักหินที่น่าสนใจอีก อย่างเช่น ภาพแดนนรก-สวรรค์ ศึกระหว่างเทวดาและอสูร ศึกกรุงลงกา ส่วนอีกภาพหนึ่งที่คนไทยนิยมไปชมกันมากก็คือภาพกระบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ที่มีกองทัพสยามร่วมขบวนไปแบบสบายๆ ทั้งนี้ใครอยากชมภาพแบบมีความต่อเนื่องก็ควรเดินวนขวา ซึ่งเมื่อดูกันเพลินตาเพลินใจแล้ว ทีนี้ก็มาถึงเวลาเดินขึ้นสู่สรวงสวรรค์ที่เป็นการเดินแบบปีนป่าย ขึ้นไปสู่ปรางค์องค์กลางของปรางค์ทั้ง 5 ที่มีความสูงไม่มากแค่ 42 เมตร แต่ว่าการขึ้นสู่ชั้นบนของปรางค์องค์กลางถือว่าทุลักทุเลพอสมควร เพราะบันไดขึ้นนั้นทั้งแคบ ทั้งชัน แม้ว่าจะขึ้นได้หลายทางก็ตาม ทำให้ในการขึ้นหลายๆจังหวะต้องใช้วิธีการเดิน 4 ขาขึ้นไป | |||||
และหากใครช่างสังเกตก็จะเห็นอัปสรามหาชนที่มีประทุมถันมันวาววับ ซึ่งเหตุผลในความมันวาวนั้นคงไม่ต้องบอกว่าเกิดจากอะไร แต่ถ้าใครอยากรู้ เมื่อไปนครวัดแล้วเดินขึ้นไปถึงยังจุดนั้นก็ลองไปจับถันนางอัปสราเอาเอง ส่วนใครที่เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ ลวดลาย และนางอัปสราแล้ว ทีนี้ก็ถึงคราวเดินลง ใครที่ว่าขาขึ้นเสียวแล้ว ขาลงเสียวกว่า แต่ว่าหากเดนลงทางฝั่งที่มีราวเหล็กเล็กๆไว้ให้จับก็จะเดินลงได้ไม่ยากลำบากนัก ครั้นเมื่อเดินลงมาถึงเบื้องล่างคราใด ก็รู้สึกโล่งใจทุกครั้ง ที่สามารถกลับลงมาแบบปลอดภัยไร้กังวล และนอกเหนือจากความโล่งใจแล้ว เราก็ยังรู้สึกสมใจที่ได้มาชมนครวัดปราสาทหินอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งความยิ่งใหญ่ของนครวัดนี้ ครั้งหนึ่งคนเขมรโบราณได้เชื่อว่าเกิดจากการสร้างขึ้นของพระอินทร์(ปรากฏในเรื่อง “ถกเขมร” โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ) เนื่องจากว่านครวัดนั้นหากเข้าไปเดินแล้วจะรู้ว่ายิ่งใหญ่อลังการไม่เหมือนกับการสร้างของมนุษย์เลยจริงๆ แต่ว่าในความยิ่งใหญ่ของนครวัดนั้น นักประวัติศาสตร์หลายๆคนต่างให้ความเห็นว่านี่คือเหตุแห่งการเสื่อมลงของอาณาจักรพระนคร(ช่วงกลาง)อันเกรียงไกร ก่อนที่จะมารุ่งเรืองอีกครั้งในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งกษัตริย์พระองค์นี้ก็ได้ย้ายศูนย์กลางของเมืองไปอยู่ที่นครธม ส่งผลให้ปราสาทนครวัดถูกทิ้งร้างลงเป็นเวลานับร้อยปี จนเมื่อนักประวัติศาสตร์ตะวันตกอย่าง อองรี มูโอต์ และยอร์ช เซเดส์ ได้มาค้นพบและบุกเบิกจนโด่งดัง ส่งผลให้นครวัดกลายเป็นหนึ่งในปราสาทที่โลกไม่มีวันลืมไปเสียแล้ว * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * | |||||
Yellowstone อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของโลก
อุทยานแห่งชาติ Yellowstone ถือกำเนิดมาในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1872 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ.2415 ต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวของไทย ครอบคลุมเนื้อที่ 3 รัฐ พื้นที่ส่วนใหญ่ถึง 96% อยู่ในรัฐไวโอมิง (Wyoming) ส่วนที่เหลืออยู่ในรัฐมอนทานา (Montana) และรัฐไอดาโฮ (Idaho)
อุทยานแห่งนี้มีเนื้อที่กว้างขวางใหญ่โต เคยเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีเนื้อที่มากเป็นอันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งมีการสถาปนาหุบเขามรณะ (Death Valley) ซึ่งเป็นทะเลทรายเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ขึ้นเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี ค.ศ.1994 ทำให้ Yellowstone ตกลงมาเป็นอันดับสอง
อุทยานแห่งนี้มีเนื้อที่กว้างขวางใหญ่โต เคยเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีเนื้อที่มากเป็นอันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งมีการสถาปนาหุบเขามรณะ (Death Valley) ซึ่งเป็นทะเลทรายเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ขึ้นเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี ค.ศ.1994 ทำให้ Yellowstone ตกลงมาเป็นอันดับสอง
ลักษณะสำคัญของพื้นที่แถบนี้คือมีเปลือกโลกที่บาง ทำให้ความร้อนใต้พิภพมีบทบาทสำคัญต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกส่วนนี้ เช่น น้ำพุร้อน บ่อน้ำร้อน น้ำตกหินปูน ทะเลสาบบนภูเขาที่เกิดจากการระเบิดของเปลือกโลก เนื่องจากความร้อนใต้พิภพแผ่ขึ้นมาเปลือกโลกบริเวณนี้ ทำให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าทั้งหลายที่ต้องการความอบอุ่นโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่เย็นยะเยือก อีกด้วย
ไฮไลต์สำคัญของสถานที่ท่องเที่ยวใน Yellowstone ประกอบด้วย 3 ส่วนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนแรกคือเขตน้ำพุร้อนและบ่อน้ำร้อน เขตนี้จะอยู่ทางตอนใต้ของอุทยาน ประกอบไปด้วยน้ำพุร้อนและบ่อน้ำร้อนใหญ่น้อยมากมาย คำว่าน้ำพุร้อน ภาษาอังกฤษเรียกว่า geyser คนอเมริกันอ่านว่า “ไกเซอร์” แต่คนอังกฤษอ่านว่า “กีเซอร์”
ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคือน้ำพุ Old Faithful Geyser น่าจะแปลได้ว่าน้ำพุร้อนเก่าแก่ที่ซื่อสัตย์ น้ำพุร้อนนี้ไม่ใช่อันที่สูงที่สุด หรือใหญ่ที่สุด หรือพุ่งขึ้นนานที่สุด แต่เหตุที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดก็เพราะเป็นน้ำพุร้อนที่ขึ้นตรงเวลามาก คือประมาณทุก 91 นาที จะพุ่งขึ้น และพุ่งขึ้นเป็นเวลาประมาณ 3-5 นาที และขึ้นได้สูงถึง 130 ฟุต น้ำพุบางอันใหญ่กว่า สูงกว่า แต่ไม่แน่ว่าจะขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะ 3 ชั่วโมง หรือเป็นวันถึงจะขึ้นที
ส่วนที่สองคือหุบเขาแกรนด์แคนย่อนแห่งเยลโลว์สโตน (Grand Canyon of the Yellowstone) ซึ่งมีไฮไลต์ที่สำคัญคือน้ำตกเยลโลว์สโตนอันสวยงาม จากรูปจะเห็นได้ว่าหินตรงนี้มีสีเหลือง จึงเป็นที่มาของชื่อ Yellowstone
จุดชมวิวต่าง ๆ ตามแนวหุบเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินต่าง ๆ สร้างสรรค์ผลงานมากมาย รวมทั้งรูปวาดที่นักสำรวจรุ่นแรกได้วาดไว้และส่งไปให้รัฐสภาของสหรัฐฯ ได้ชื่นชมจนกลายมาเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกในโลกขึ้นในที่สุด
น้ำร้อนที่ไหลพาแร่ธาตุจากใต้พื้นโลกค่อย ๆ ไหลลงมาเป็นน้ำตกจนเกิดการสะสมของหินปูนกลายเป็นชั้น ๆ ลดหลั่นลงมา สวยงามเป็นอย่างยิ่ง ส่วนนี้มีความอบอุ่นเพียงพอที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ในฤดูหนาว
Grand Prismatic Spring ภาพถ่ายจากอากาศ เป็นบ่อน้ำร้อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอุทยาน เส้น ๆ ที่เห็นคือทางเดินให้คนเดินไปชมใกล้ ๆ ในรูปแทบมองไม่เห็นคนซึ่งมีขนาดเท่ามด
ทะเลสาบ Yellowstone อยู่บนระดับความสูง 7,733 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล มีเนื้อที่ 139 ตารางไมล์ และลึกถึง 320 ฟุต
แกรนด์แคนยอน
หุบเขาแกรนด์แคนยอน (Grand Canyon) อยู่ในเขตมลรัฐอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ถ้ามีการจัดอันดับสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกแล้ว แกรนด์แคนยอน ต้องติดอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน เพราะที่นี่คือพิพิธภัณฑ์ทางธรรมชาติที่แสดงประวัติศาสตร์ของโลกผ่านกาลเวลาหลายพันล้านปี
กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากของแม่น้ำโคโลราโด ได้กัดกร่อนชั้นหินเป็นเวลานานแสนนานจนเป็นร่องผาลึก เปิดเผยถึงรายละเอียดทางธรณีวิทยาของการกำเนิดพื้นโลก
ธรณีวิทยาของโลกกว่า 1.7 พันล้านปีได้ถูกเปิดเผยขึ้นจากหินที่ผนังของหุบเขา แต่ละแถบสีแสดงถึงเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาของโลกในแต่ละยุคในอดีต มีการทับถมและตกตะกอนเป็นชั้น ๆ บางชั้นเป็นหินปูน บางชั้นเป็นหินทราย บางชั้นเป็นหินดินดาน แสดงให้เห็นว่าผิวโลกบริเวณนี้ครั้งหนึ่งเคยจมอยู่ใต้ทะเลมาก่อน ต่อมาน้ำทะเลลดลง กลายเป็นเพียงแม่น้ำและเนินทราย มีการบีบอัดจนกลายเป็นเนื้อหินที่เรียงซ้อนตัวเป็นชั้น ๆ อย่างที่เห็นในรูป
มีร่องรอยอารยธรรมของผู้อยู่อาศัยบริเวณนี้มาพันกว่าปีแล้ว
(สังเกตอาคารที่อยู่ที่ผนังด้านขวามือ มีนักท่องเที่ยวนั่งพักผ่อนอยู่)
(สังเกตอาคารที่อยู่ที่ผนังด้านขวามือ มีนักท่องเที่ยวนั่งพักผ่อนอยู่)
เมื่อเรายืนอยู่ที่ริมขอบหน้าผา จะรับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติตรงหน้า คนโบราณที่ได้เห็นจึงตั้งชื่อหินขนาดใหญ่มหึมาตามชื่อของเทพเจ้าตามความเชื่อของศาสนาหรือลัทธิต่าง ๆ เช่นจูปิเตอร์ จูโน อพอลโล วีนัส วิษณุ ศิวะ พระพรหม หรือแม้แต่เทพของพวกไวกิ้งอย่างโวทัน (Wotan)
วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554
น้ำตกไนแองการา (Niagara Falls)
น้ำตกไนแองการา (Niagara Falls)

น้ำตกไนแองการา (อังกฤษ: Niagara Falls; ฝรั่งเศส: les Chutes du Niagara) เป็นน้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่งประกอบกัน ตั้งอยู่บนแม่น้ำไนแองการาทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ บนพรมแดนระหว่างประเทศแคนาดากับสหรัฐอเมริกา น้ำตกไนแองการาประกอบด้วยน้ำตกสามแห่งที่แยกออกจากกัน คือ น้ำตกเกือกม้า (Horseshoe Falls บางครั้งก็เรียก น้ำตกแคนาดา) สูง 158 ฟุต, น้ำตกอเมริกาสูง 167 ฟุต, และน้ำตกขนาดเล็กกว่าที่อยู่ติดกัน คือน้ำตก Bridal Veil. แม้น้ำตกไนแองการาจะไม่สูงอย่างโดดเด่น แต่ก็กว้างมาก
น้ำตกไนแองการามีจุดชมวิวที่สวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้ง 2ประเทศมานานกว่าศตวรรษ แม่น้ำไนแอการาไหลมาจากทะเลสาบอีรีไหลผ่านน้ำตกไนแอการาลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอ เมืองสองฝั่งของน้ำตกในสองประเทศนั้นเป็นเมืองแฝด โดยในฝั่งแคนาดาคือ ไนแอการาฟอลส์ ออนตาริโอ ส่วนในฝั่งสหรัฐอเมริกาคือ ไนแอการาฟอลส์ มลรัฐนิวยอร์ก
น้ำตกไนแองการามีจุดชมวิวที่สวยงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้ง 2ประเทศมานานกว่าศตวรรษ แม่น้ำไนแอการาไหลมาจากทะเลสาบอีรีไหลผ่านน้ำตกไนแอการาลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอ เมืองสองฝั่งของน้ำตกในสองประเทศนั้นเป็นเมืองแฝด โดยในฝั่งแคนาดาคือ ไนแอการาฟอลส์ ออนตาริโอ ส่วนในฝั่งสหรัฐอเมริกาคือ ไนแอการาฟอลส์ มลรัฐนิวยอร์ก

ทะเลสาบอีรีมองจากฝั่งแคนาดา
ทะเลสาบอีรี (อังกฤษ : Lake Erie) เป็นทะเลสาบที่มีพื้นที่ผิวน้ำใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ในหมู่ทะเลสาบของภูมิภาคเกรตเลกส์ และใหญ่เป็นอันดับที่ 10 ของโลก แต่อย่างไรก็ตามทะเลสาบอีรีก็เป็นทะเลสาบที่ตื้นที่สุดและมีปริมาตรน้ำน้อยที่สุดในหมู่ทะเลสาบทั้งห้า
ในทางภูมิศาสตร์เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกา โดยทิศเหนือติดกับรัฐออนแทริโอของแคนาดา ทิศตะวันตกติดกับรัฐมิชิแกน ทิศใต้และทิศตะวันออกติดกับรัฐโอไฮโอ รัฐเพนซิลวาเนีย และรัฐนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ชื่อของทะเลสาบมาจากชื่อของชนเผ่าอีรี ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่ชายฝั่งทางตอนใต้ของทะเลสาบ
ในทางภูมิศาสตร์เป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกา โดยทิศเหนือติดกับรัฐออนแทริโอของแคนาดา ทิศตะวันตกติดกับรัฐมิชิแกน ทิศใต้และทิศตะวันออกติดกับรัฐโอไฮโอ รัฐเพนซิลวาเนีย และรัฐนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ชื่อของทะเลสาบมาจากชื่อของชนเผ่าอีรี ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่ชายฝั่งทางตอนใต้ของทะเลสาบ

ทะเลสาบออนแทรีโอมองจากฝั่งสหรัฐอเมริกา
ทะเลสาบออนแทรีโอ (อังกฤษ : Lake Ontario) เป็นทะเลสาบหนึ่งในจำนวนห้าทะเลสาบในภูมิภาคเกรตเลกส์ ทางด้านทิศเหนือติดกับรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ส่วนทางด้านใต้ติดกับคาบสมุทรไนแอการาและรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นทะเลสาบที่เล็กที่สุดและเป็นทะเลสาบเดียวที่ไม่มีพรมแดนติดกับรัฐมิชิแกนของสหรัฐอเมริกา
ทะเลสาบออนแทรีโอ (อังกฤษ : Lake Ontario) เป็นทะเลสาบหนึ่งในจำนวนห้าทะเลสาบในภูมิภาคเกรตเลกส์ ทางด้านทิศเหนือติดกับรัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ส่วนทางด้านใต้ติดกับคาบสมุทรไนแอการาและรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นทะเลสาบที่เล็กที่สุดและเป็นทะเลสาบเดียวที่ไม่มีพรมแดนติดกับรัฐมิชิแกนของสหรัฐอเมริกา
บรรยากาศของน้ำตกไนแองการา (Niagara Falls)
น้ำตกไนแองการ่าแหล่งท่องเที่ยวที่ลือลั่นสนั่นโลก และเป็นแหล่งที่ทำเงินให้กับแคนาดา และสหรัฐ อเมริกา ปีหนึ่ง ๆ นับจำนวนมหาศาล เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่เคยที่จะร้างห่างลาผู้คน ไม่ว่าจะเป็น ฤดูหนึ่งฤดูใดก็ตามภาพของน้ำตกไนแองการ่าที่ไหลลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอเป็นผืนน้ำขนาดใหญ่ที่ดูเป็นแอ่งนิ่งและสงบ อยู่ในแผ่นดินทางสหรัฐอเมริกา แต่ถัดมาที่มีลักษณะเป็นรูปเกือกม้าขนาดใหญ่กลับเป็นภาพของ กระแสน้ำที่หลั่งทะลักลงจากหน้าผาสูงเป็นแนวกว้าง กระโจนลงสู่พื้นเบื้องล่างและเพราะแรงกระทบ ที่ตกลงไป ส่งผลให้เกิดละอองกระเซ็นสาดไปทั่วบริเวณ เมื่อกระทบกับแสงแดดที่สาดเข้าใส่ละออง เหล่านั้นจะปรากฏเป็นภาพของรุ้งกินน้ำ ประดับบริเวณน้ำตกอยู่ตลอดเวลา ส่วนความมหึมาของน้ำตก ตรงจุดนี้เขาเรียกกันว่า "แคนาเดี่ยนฟอลส์" ส่วนบริเวณชั้นของน้ำตกส่วนล่างลงมา ซึ่งก็เป็นบริเวณ ที่เป็นชั้นน้ำตก ตกลงไปกระทบพื้นล่าง เป็นระดับแนวยาวขนานกันกับชั้นบนมามี ชื่อเรียกว่า "อเมริกัน ฟอลส์












รูปปั้นพระเยซูคริสต์ แห่ง นครรีโอเดจาเนโร

( Corcovado Mountain ) ในนครรีโอเดจาเนโร ( Rio de Janeiro ) ประเทศบราซิล ( Brazil ) ได้รับการลงคะแนนเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ และถือเป็นสัญญาลักษณ์ของนครรีโอเดจาเนโร และที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวคริสต์ในประเทศ บราซิลทั้งหมด ทั้งยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของเมือง
ข้อมูลเฉพาะ รูปปั้นพระเยซูคริสต์
- รูปปั้นสูง 30 เมตร
- กว้าง 38 เมตร ( วัดจากปลายแขนซ้าย ถึงปลายแขนขวา )
- มีน้ำหนัก 635 ตัน
- ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขากอร์โกวาดู ( Corcovado Mountain ) ที่ระดับความสูง 710 เมตร ในอุทยานแห่งชาติทิจูคา ( Tijuca Forest National Park ) ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็น มหานครรีโอเดจาเนโร ( Rio de Janeiro ) ได้ทั้งหมด
- ถือเป็นรูปปั้นพระเยซูคริสต์ขนาด ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ตั้งอยู่บนระดับความสูง 710 เมตร
- ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก หุ้มด้วยหินสบู่ ( Soapstone ) เนื่องจากมีความทนทานสูง และเหมาะต่อการใช้งาน
- การแกะสลักดำเนินการโดยช่างแกะชาวฝรั่งเศล นามว่า Paul Landowski
- ทีมงานออกแบบโครงสร้างนำโดยวิศวกรชื่อ Albert Caquot
- ผู้ออกแบบสถาปัตกรรม เป็นวิศวกรชาวบราซิล ชื่อว่า Heitor da Silva Costa

รูปซ้าย นาย Heitor da Silva Costa ผู้ออกแบบรูปปั้นพระเยซูคริสต์ กำลังนั่งดูโมเดลจำลองของเขา
รูปขวา คือแบบอีก 1 ทางเลือกที่ถูกเสนอแต่ไม่ได้รับการคัดเลือก
ประวัติ รูปปั้นพระเยซูคริสต์ แห่ง นครรีโอเดจาเนโร
- 1850 แนวความคิดในการก่อสร้างรูปปั้นขนาดใหญ่บนยอดเขากอร์โกวาดู เริ่มเมื่อช่วงกลางปี 1850 เมื่อหลวงพ่อ Pedro Maria ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก เจ้าหญิง Isabel ให้ทำการก่อสร้างรูปปั้นทางศาสนาขนาดใหญ่ ทางเจ้าหญิงเองไม่ทรงเปิดกว้างในรู้แบบการก่อสร้าง แต่หลวงพ่อ Pedro Maria กลับคุ้นคิด หารูปแบบที่เหมาะสม ไม่ไ้ด้จนเวลาล่วงเลยมากว่า 39 ปี บราซิลเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐในปี ค.ศ.1889
- 1921 จึงมีการเสนอ 2 โครงการการรูปปั้นขนาดยักษ์ ที่เป็นสัญญาลักษณะของเมือง โดยรูปแบบแรกเป็นรูปพระเยซูคริสต์ และมีโลกอยู่ในมือ และอีกรูปแบบเป็นรูปพระเยซูคริสต์กางแขน และรูปแบบหลังได้รับการรับเลือก
- 1922 เริ่มทำการก่อสร้าง การก่อสร้างใช้เวลา 9 ปี ตั้งแ่ต่ปี ค.ศ. 1922 ถึง 1931

การก่อสร้างเส้นทางเดียวที่จะลำเลียงวัสดุก่อสร้าง และคนงานขึ้นสู่ยอดเขา โดยใช้รถไฟผ่านทางรถไฟ และปัจจุบัน ก็ยังคงใช้สำหรับขนส่งนักท่องเที่ยวขึ้นสู่ยอดเขา หรืออาจใช้เส้นทางรถยนต์ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที แล้วต่อด้วยการเดินขึ้นบันไดอีก 222 ขั้น ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นบัไดเลื่อนเรียบร้อยแล้ว

รูปภาพซ้าย ส่วนพระเศียรของรูปปั้นที่แกะสลักด้วยหินสบู่ ที่รอการติดตั้ง
รูปภาพขวา เป็นพระหัตถ์ซ้ายของรูปปั้น มีขนาดใหญ่โตมากเมื่อ เปรียญเทียบกับขนาดคนด้านข้าง
- 1931 รูปปั้นพระเยซูคริสต์ แห่ง นครรีโอเดจาเนโร เสร็จสมบูรณ์ และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 1931 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 8,750,000 บาท ( 250,000 เหรียญสหรัฐ )

รูปซ้าย เป็นรูปภ่ายเมื่อวันเปิดรูปปั้นพระเยซูคริสต์ แห่ง นครรีโอเดจาเนโร ใน วันที่ 12 ตุลาคม 1931
รูปขวา เป็นรูปภ่ายปัจจุบัน ปี 2009 ถึงเวลาจะผ่านไปกว่า 78 ปี ต่อความยิ่งใหญ่นั้นไม่เสื่อมคลาย
- 2006 ทางบราซิลจัดการณรงณ์ ให้ประชาชนชาวบราซิลช่วยกัน โหวต ให้ รูปปั้นพระเยซูคริสต์ แห่ง นครรีโอเดจาเนโร ได้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก มีผู้สนับสนุนมากมาย รวมทั้งของรางวัลเป็นจำนวนมาก และในวันที่ 7
- 2007 รูปปั้นพระเยซูคริสต์ แห่ง นครรีโอเดจาเนโร ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ ในวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 สมตามความตั้งใจของชาวบราซิล
- 2008 รูปปั้นพระเยซูคริสต์ แห่ง นครรีโอเดจาเนโร ถูกฟ้าฝ่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2008 แต่รูปปั้นไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากหุ้มด้วยหินสบู่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)